การติดตั้งลิฟท์โดยสารในอาคารเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นลิฟท์โดยสารในโรงพยาบาล ในอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า หรือคอนโดมิเนียม ไม่ใช่แค่การเลือกขนาดและรูปแบบ แต่ต้องพิจารณาทั้งมาตรฐานความปลอดภัย สเปกอาคาร ปริมาณการใช้งาน และข้อกำหนดทางกฎหมาย เพื่อให้ลิฟท์โดยสารเหมาะกับการใช้งาน และรองรับการใช้งานในระยะยาว
ลิฟท์โดยสาร สำหรับอาคารเชิงพาณิชย์ คืออะไร?
ลิฟท์โดยสาร (Passenger Lift) สำหรับอาคารเชิงพาณิชย์ คือ ลิฟต์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานสำหรับอาคารธุรกิจ อาคารสาธารณะ หรือสถานที่ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก เช่น โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า และคอนโดมิเนียม
เมื่อเทียบกับลิฟท์สำหรับบ้านพักอาศัย ลิฟท์โดยสารเชิงพาณิชย์ ต้องรองรับผู้โดยสารจำนวนมากกว่า และสามารถใช้งานต่อเนื่องตลอดวัน จึงต้องให้ความสำคัญกับทั้งประสิทธิภาพและระบบความปลอดภัย
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนติดตั้งลิฟท์โดยสาร สำหรับอาคารเชิงพาณิชย์
ก่อนเลือกสเปก ลิฟท์โดยสาร เจ้าของอาคารควรประเมินปัจจัยทางกายภาพของอาคารให้รอบด้าน เพราะเป็นตัวกำหนดว่าจะเลือกลิฟต์ประเภทใดได้บ้าง
- ขนาดปล่องลิฟต์ (Shaft): พื้นที่ที่มีอยู่จริงจะจำกัดขนาดห้องโดยสารและความจุสูงสุดที่ติดตั้งได้
- ความสูงและจำนวนชั้นของอาคาร: อาคารสูงมากอาจต้องใช้ลิฟท์ความเร็วสูงและระบบควบคุมที่ซับซ้อนกว่า
- โครงสร้างอาคารรองรับน้ำหนักได้เพียงพอหรือไม่: โดยเฉพาะกรณีติดตั้งลิฟท์เพิ่มเติมในอาคารเก่า ควรให้วิศวกรโครงสร้างประเมินก่อน
- ตำแหน่งห้องเครื่องและพื้นที่ซ่อมบำรุง: ต้องมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเข้าถึงเพื่อบำรุงรักษาในอนาคต
- ระบบไฟฟ้าสำรอง: อาคารเชิงพาณิชย์ควรมีระบบไฟฟ้าสำรองรองรับกรณีไฟดับ เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารติดค้างในลิฟท์
การประเมินปัจจัยเหล่านี้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบอาคาร จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดัดแปลงโครงสร้างภายหลัง และทำให้การเลือก ลิฟท์โดยสารเชิงพาณิชย์ ตรงกับความต้องการใช้งานจริงมากที่สุด
เมื่อทราบข้อจำกัดทางกายภาพ และโครงสร้างของอาคารแล้ว ถัดไปคือการคำนวณปริมาณผู้ใช้งานจริง เพื่อเลือกรอบความเร็ว และขนาดบรรทุกได้อย่างเหมาะสม
การคำนวณความจุและปริมาณการใช้งานของลิฟท์โดยสาร
หลายโครงการเลือกลิฟท์ผิดสเปก เพราะไม่ได้คำนวณปริมาณการใช้งานจริงตั้งแต่ต้น ทำให้เกิดปัญหาคิวลิฟท์แน่นในช่วงเวลาเร่งด่วน หรือในทางกลับกันคือเลือกสเปกเกินความจำเป็นจนสิ้นเปลืองงบประมาณ
ปัจจัยที่ต้องนำมาคำนวณ ได้แก่
- จำนวนผู้ใช้อาคารสูงสุดต่อชั่วโมง (Peak Traffic): โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน เช่น เช้าเข้างาน พักเที่ยง หรือเลิกงาน
- น้ำหนักบรรทุกที่เหมาะสม: ลิฟท์โดยสารเชิงพาณิชย์ทั่วไปมักออกแบบให้รองรับน้ำหนัก 630-1,600 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับประเภทอาคาร
- จำนวนลิฟต์ต่ออาคาร: อาคารขนาดใหญ่อาจต้องติดตั้งลิฟต์มากกว่า 1 ตัว และจัดกลุ่มการทำงานร่วมกัน (Group Control) เพื่อกระจายภาระการขนส่ง
- ความเร็วของลิฟต์: อาคารสูงต้องการความเร็วที่มากขึ้นเพื่อลดเวลารอคอย
การประเมินที่แม่นยำมักต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมลิฟต์ในการทำ Traffic Analysis เพื่อกำหนดจำนวน ขนาด และความเร็วของลิฟต์ให้เหมาะสมกับประเภทอาคาร เช่น โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งแต่ละประเภทมีรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
หลังจากได้สเปกและขนาดลิฟต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือ การตรวจสอบให้ตัวลิฟท์และการติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมาย
มาตรฐานลิฟท์โดยสาร (Passenger Lift)
เมื่อเลือกประเภทของ ลิฟท์โดยสาร (Passenger Lift ) ให้เหมาะกับอาคารแล้ว สิ่งที่ควรพิจารณาต่อคือ มาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะมาตรฐาน EN 81 (European Norm 81) เป็นชุดมาตรฐานยุโรปสำหรับลิฟท์โดยสาร ครอบคลุมข้อกำหนดการออกแบบ ผลิต ติดตั้ง และตรวจสอบลิฟท์ ที่กำหนดโดย CEN (European Committee for Standardization) เป็นคณะกรรมการมาตรฐานยุโรป โดยมาตรฐานลิฟท์โดยสาร EN 81 แบ่งเป็นหลายส่วน ดังนี้
- EN 81-20: ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยสำหรับลิฟท์โดยสารและลิฟต์ขนของที่มีคนควบคุม (เวอร์ชันล่าสุดที่ใช้งานอยู่)
- EN 81-50: ข้อกำหนดการออกแบบและทดสอบส่วนประกอบของลิฟต์
- EN 81-21: ลิฟต์สำหรับอาคารที่มีพื้นที่จำกัด
- EN 81-41: ลิฟต์สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ
- EN 81-70: การเข้าถึงของผู้พิการทางร่างกาย (Accessibility)
- EN 81-72: ลิฟต์สำหรับนักดับเพลิง (Firefighters’ Lifts)
- EN 81-73: พฤติกรรมของลิฟต์ในกรณีเกิดไฟไหม้
ข้อกำหนดด้านกฎหมายและความปลอดภัยที่ต้องรู้
นอกจากการติดตั้งลิฟท์โดยสารที่ต้องมีมาตรฐานแล้ว ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคารภายในประเทศด้วย โดยเฉพาะกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 50 (พ.ศ. 2540) และฉบับที่ 69 (พ.ศ. 2564) โดยในหมวด 6 ว่าด้วย “ระบบลิฟต์” ได้กำหนดรายละเอียดเฉพาะสำหรับอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษไว้อย่างชัดเจน ตัวอย่างข้อกำหนดสำคัญ ได้แก่
- ขนาดมวลบรรทุกขั้นต่ำ: ลิฟต์โดยสารที่ใช้กับอาคารสูงต้องมีขนาดมวลบรรทุกไม่น้อยกว่า 630 กิโลกรัม
- ลิฟต์ดับเพลิง: อาคารสูงต้องจัดให้มีลิฟต์ดับเพลิงอย่างน้อยหนึ่งชุด ซึ่งต้องมีมวลบรรทุกไม่น้อยกว่า 630 กิโลกรัม สามารถจอดได้ทุกชั้นของอาคาร และต้องมีระบบควบคุมพิเศษสำหรับพนักงานดับเพลิงใช้งานขณะเกิดเพลิงไหม้โดยเฉพาะ รวมถึงกำหนดว่าระยะเวลาเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องจากชั้นล่างสุดถึงชั้นบนสุดของอาคารต้องไม่เกินหนึ่งนาที ทั้งนี้ลิฟต์ดับเพลิงสามารถใช้เป็นลิฟต์โดยสารในเวลาปกติได้ด้วย
- ลิฟต์สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน: อาคารสาธารณะที่เป็นอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษตั้งแต่จำนวนชั้นที่กฎหมายกำหนด ต้องจัดให้มีลิฟต์สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยหรือผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างน้อยหนึ่งชุด โดยต้องมีขนาดมวลบรรทุกไม่น้อยกว่า 1,200 กิโลกรัม มีความกว้างภายในไม่น้อยกว่า 1.15 เมตร และความลึกภายในไม่น้อยกว่า 2.30 เมตร
- ระบบความปลอดภัยของตัวลิฟต์: กฎกระทรวงกำหนดให้ลิฟต์ต้องมีระบบป้องกันหลายชั้น เช่น ระบบที่ทำให้ลิฟต์เลื่อนมาหยุดที่ชั้นระดับดินและประตูเปิดอัตโนมัติเมื่อไฟฟ้าดับ สัญญาณเตือนและการหยุดเคลื่อนที่เมื่อบรรทุกเกินพิกัด อุปกรณ์หยุดลิฟต์อัตโนมัติเมื่อความเร็วเกินพิกัด ระบบป้องกันประตูหนีบผู้โดยสาร และระบบติดต่อสื่อสารกับภายนอกห้องลิฟต์เมื่อเกิดเหตุขัดข้อง
- ผู้ควบคุมงานติดตั้งและตรวจสอบ: การควบคุมการติดตั้งและตรวจสอบระบบลิฟต์ต้องดำเนินการโดยวิศวกรไฟฟ้าหรือวิศวกรเครื่องกลที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ตั้งแต่ระดับสามัญวิศวกรขึ้นไป ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพวิศวกรรม
นอกเหนือจากข้อกำหนดเฉพาะเรื่องลิฟต์แล้ว ยังมีประเด็นทางกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งเจ้าของอาคารควรทราบ
- การขออนุญาตติดตั้งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ก่อนเริ่มติดตั้งลิฟต์ในอาคารที่เข้าข่ายควบคุม
- การตรวจสอบและออกใบรับรองความปลอดภัยประจำปี โดยวิศวกรที่ได้รับใบอนุญาต ตามที่กฎหมายกำหนด
- ข้อกำหนดด้าน Universal Design สำหรับอาคารสาธารณะ ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับผู้พิการและผู้สูงอายุ เช่น ปุ่มกดอักษรเบรลล์ เสียงประกาศชั้น และราวจับในห้องโดยสาร
การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ไม่เพียงมีความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ใช้อาคารในระยะยาว จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือวิศวกรที่มีใบอนุญาตตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนโครงการ และตรวจสอบรายละเอียดฉบับเต็มได้จากกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ที่เผยแพร่โดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ
สรุปเกี่ยวกับลิฟท์โดยสาร สำหรับอาคารเชิงพาณิชย์
การติดตั้ง ลิฟท์โดยสารเชิงพาณิชย์ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบ ตั้งแต่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับลิฟต์ การตรวจสอบว่าผ่าน มาตรฐาน EN 81 และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยหรือไม่ การประเมินปัจจัยด้านอาคาร การคำนวณความจุให้เหมาะสมกับปริมาณการใช้งานจริง ไปจนถึงการวางแผนงบประมาณสำหรับการซ่อมบำรุงระยะยาว และการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างครบถ้วน
หากเจ้าของอาคารหรือผู้รับผิดชอบโครงการศึกษาข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียดตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงด้านงบประมาณ ลดปัญหาความล่าช้าในการขออนุญาต และที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้มั่นใจได้ว่า ลิฟท์โดยสาร ที่ติดตั้งจะปลอดภัยและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
Muller Elevator Thailand พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลตั้งแต่การประเมินหน้างาน การออกแบบและเลือกสเปกลิฟท์ให้เหมาะกับอาคาร ไปจนถึงการติดตั้งและบริการหลังการขาย เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการติดตั้งลิฟท์โดยสาร (Passenger Lift) เป็นไปอย่างเป็นระบบและตอบโจทย์การใช้งานของแต่ละโครงการ
“ยกระดับความปลอดภัยให้โครงการเชิงพาณิชย์ด้วย MULLER Elevator”
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
A: ลิฟต์เชิงพาณิชย์ออกแบบมาให้รองรับผู้ใช้งานจำนวนมากและใช้งานต่อเนื่องตลอดวัน จึงต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่าลิฟต์บ้านพักอาศัยทั่วไป
A: มาตรฐาน EN 81 กำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการสร้าง ติดตั้ง และตรวจสอบส่วนประกอบของลิฟต์ เป็นเกณฑ์อ้างอิงสากลที่ช่วยยืนยันว่าลิฟต์ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน
A: ควรตรวจเช็คระบบพื้นฐานทุกเดือน และตรวจสอบละเอียดตามข้อกำหนดกฎหมายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยความถี่อาจเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้งานจริงของอาคาร
A: ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร และผ่านการตรวจสอบรับรองความปลอดภัยจากวิศวกรที่ได้รับใบอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด
สนใจลิฟท์โดยสาร มาตรฐานระดับสากล ติดต่อ Muller ได้ที่:
Tel: 02-078-6157
Line: @mullerthailand
Facebook: Muller Elevator Thailand


