หาก ลิฟต์โดนน้ำท่วม สิ่งแรกที่ควรทำคือหยุดใช้งานทันที และไม่ทดลองใช้ลิฟต์ด้วยตัวเอง เพราะน้ำและความชื้นอาจทำให้ระบบไฟฟ้า แผงวงจร มอเตอร์ ระบบเบรก และอุปกรณ์ความปลอดภัยเกิดความเสียหาย แม้ภายนอกจะยังดูเป็นปกติก็ตาม
ควรตัดไฟหรือปิดระบบในส่วนที่สามารถทำได้อย่างปลอดภัย แจ้งช่างลิฟต์เข้าตรวจสอบ และดำเนินการ ซ่อมบำรุงลิฟต์ ตามขั้นตอนที่เหมาะสม ก่อนทดสอบระบบและนำกลับมาใช้งานอีกครั้ง
เมื่อลิฟต์โดนน้ำท่วม ส่งผลให้เกิดความเสียหายอะไรบ้าง?
น้ำท่วมสามารถส่งผลกระทบต่อทั้งระบบไฟฟ้า ระบบกลไก และอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยของลิฟต์ โดยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น มีดังนี้
1. ระบบไฟฟ้าและแผงวงจรเสียหาย
อุปกรณ์ไฟฟ้า และสวิตช์นิรภัยบางส่วนติดตั้งอยู่บริเวณหลุมลิฟต์ ซึ่งเป็นจุดที่มีโอกาสสัมผัสกับน้ำโดยตรง หากน้ำเข้าไปถึงอุปกรณ์ อาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร แผงวงจรเสียหาย หรือส่งผลกระทบต่อบอร์ดควบคุมของลิฟต์
2. ค่าฉนวนไฟฟ้าลดลงและเกิดกระแสไฟรั่ว
ความชื้นที่สะสมอยู่ภายในสายไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอาจทำให้ค่าความต้านทานฉนวนลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อกระแสไฟรั่วหรือความผิดปกติของระบบไฟฟ้า
ดังนั้น แม้น้ำจะลดลงแล้ว ก็ไม่ควรสันนิษฐานว่าระบบไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ตามปกติ จนกว่าจะผ่านการตรวจสอบและทดสอบโดยช่าง
3. เกิดสนิมและการกัดกร่อนของชิ้นส่วนโลหะ
ความชื้น และน้ำที่สัมผัสกับชิ้นส่วนโลหะเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดสนิมและการกัดกร่อน โดยเฉพาะบริเวณที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย และการเคลื่อนที่ของลิฟต์ เช่น
- ล็อกประตูชั้น อาจเกิดสนิมหรือทำงานผิดปกติ และส่งผลต่อวงจรความปลอดภัย
- สายสลิง หากเกิดสนิมหรือความเสียหาย อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่
- เบรกและรอก จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนนำกลับมาใช้งาน
4. ดิน โคลน และสิ่งปนเปื้อนเข้าไปในระบบ
น้ำท่วมอาจนำดิน โคลน สารเคมี และสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ เข้าไปสะสมในหลุมลิฟต์หรืออุปกรณ์บางส่วน ซึ่งอาจเร่งการกัดกร่อน และทำให้อุปกรณ์ทำงานผิดปกติได้
รวมวิธีรับมือ เมื่อลิฟต์โดนน้ำท่วม
สำหรับวิธีรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ ลิฟต์โดนน้ำท่วม แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ก่อนน้ำมา ระหว่างน้ำท่วม และหลังน้ำลด ดังนี้
ก่อนน้ำมา ควรเตรียมลิฟต์อย่างไร?
หากมีการแจ้งเตือนหรือคาดการณ์ว่าจะเกิดน้ำท่วม ควรเตรียมระบบลิฟต์ล่วงหน้า เพื่อลดโอกาสที่น้ำจะเข้าไปสร้างความเสียหาย ดังนี้
- หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ให้จอดลิฟต์ไว้ที่ ชั้นที่สูงกว่าระดับน้ำที่คาดการณ์
- ปิดการใช้งานและติดป้าย “งดใช้ลิฟต์ชั่วคราว”
- แจ้งบริษัทหรือช่าง ซ่อมบำรุงลิฟต์ ให้ทราบล่วงหน้า
- ตรวจสอบระบบระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำบริเวณหลุมลิฟต์
- ถ่ายภาพสภาพลิฟต์และอุปกรณ์สำคัญไว้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินความเสียหายหรือเคลมประกัน
เมื่อน้ำเริ่มเข้าพื้นที่ลิฟต์ ควรทำอย่างไร?
หากน้ำเริ่มเข้ามาในบ้าน อาคารหรือบริเวณหลุมลิฟต์ ควรหยุดการใช้งานทันที และหลีกเลี่ยงการเข้าไปสัมผัสอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วยตัวเอง
- หยุดใช้ลิฟต์ทันที เพื่อลดความเสียหายและความเสี่ยงไฟฟ้า
- ตัดไฟลิฟต์อย่างปลอดภัย ถ้าน้ำเข้ามาจากพื้น เพดาน หรือช่องลม วิธีป้องกันที่ปลอดภัยที่สุดคือหยุดลิฟต์ ตัดแบตเตอรี่สำรอง และลดฟิวส์หลัก แต่ถ้าพื้นเปียกหรือมีน้ำขัง อย่าลุยน้ำไปทำเอง ให้ช่างไฟหรือช่างลิฟต์ทำแทน
- แจ้งช่างลิฟต์ ให้เข้าประเมินหน้างาน
- ห้ามกดเรียกหรือทดลองใช้ลิฟต์ และกันเด็กออกจากบริเวณหน้าลิฟต์
- ถ่ายภาพระดับน้ำและความเสียหาย เก็บไว้เป็นหลักฐานเคลมประกัน
หลังน้ำลด ต้องรีบเปิดลิฟต์ใช้งานหรือไม่?
ไม่ควรเปิดใช้งานทันที แม้น้ำจะลดลงและภายนอกดูเหมือนไม่มีความเสียหายก็ตาม ควรให้ช่างเข้าตรวจสอบระบบไฟฟ้า อุปกรณ์กลไก ระบบประตู และระบบความปลอดภัยก่อนทุกครั้ง รวมถึงไม่ควรเช็ดหรือเป่าอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วยตัวเอง เพราะอาจยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่ภายในอุปกรณ์
มีสัญญาณอะไรบ้างที่บอกว่าลิฟต์อาจเสียหายจากน้ำ?
แม้น้ำจะลดลงแล้ว แต่ลิฟต์อาจยังมีความเสียหายที่ซ่อนอยู่ หากพบอาการต่อไปนี้ ควรหยุดใช้งานและแจ้งช่างทันที
- มีกลิ่นไหม้หรือกลิ่นอับชื้นผิดปกติ
- ปุ่มกดหรือไฟแสดงสถานะไม่ทำงาน
- ลิฟต์กระตุกหรือมีเสียงผิดปกติขณะเคลื่อนที่
- ลิฟต์จอดไม่ตรงระดับชั้น
- ประตูเปิด-ปิดช้า ติดขัด หรือปิดไม่สนิท
- เบรกเกอร์ตัดหรือระบบไฟฟ้าทำงานผิดปกติ
- พบสนิม คราบโคลน หรือสิ่งสกปรกบริเวณประตูชั้น ราง หรือหลุมลิฟต์
อย่างไรก็ตาม การไม่พบอาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าลิฟต์จะปลอดภัยหรือไม่มีความเสียหาย เพราะอุปกรณ์บางส่วนอาจได้รับผลกระทบจากน้ำโดยที่ยังไม่แสดงอาการ จึงควรให้ช่างตรวจสอบก่อนนำกลับมาใช้งาน
ขั้นตอนซ่อมบำรุงลิฟต์หลังน้ำท่วมอย่างถูกต้อง
หลังจากพื้นที่ปลอดภัยและไม่มีน้ำขังแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบและซ่อมบำรุงลิฟต์ ซึ่งควรดำเนินการโดยช่างผู้มีความรู้ และตามข้อกำหนดของผู้ผลิตและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
1. ตัดไฟและตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบปลอดภัย
ก่อนเริ่มตรวจหรือซ่อม ต้องยืนยันว่าระบบไม่มีไฟฟ้าที่เป็นอันตราย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุระหว่างการทำงาน
2. ตรวจสอบปล่องลิฟต์ เพื่อหาการรั่วซึมของน้ำ
น้ำท่วมสามารถสะสมอยู่ในปล่องลิฟต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากลิฟต์นั้นให้บริการในชั้นล่าง จากนั้นให้ตรวจสอบรอยร้าว จุดรั่วซึม และสภาพโครงสร้างที่อาจเป็นสาเหตุให้น้ำกลับเข้ามาอีก
3. ตรวจอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกจุด
ช่างควรตรวจสอบอุปกรณ์ที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำ เช่น แผงควบคุม ไดรฟ์ สวิตช์นิรภัย บอร์ดและขั้วต่อ สายไฟ ปุ่มกด จอแสดงผล และระบบไฟส่องสว่าง ที่สำคัญอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ โดยเฉพาะแผงวงจร สายไฟ หรือมอเตอร์ที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
4. ตรวจชิ้นส่วนกลไก
ตรวจสอบสนิมและความเสียหายของรอก สายสลิง เบรก และชิ้นส่วนกลไกต่าง ๆ รวมถึงหล่อลื่นชิ้นส่วนตามข้อกำหนด และเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ไม่สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย
5. ตรวจระบบประตู
ประตูต้องเปิดปิดลื่น ไม่ติดขัด ตรวจสอบดูว่าซีลหรือวงกบประตูได้รับความเสียหายจากการรั่วซึมของน้ำหรือไม่ หากประตูไม่ตรงกัน อาจจำเป็นต้องปรับแนวใหม่หรือเปลี่ยนใหม่
6. วัดฉนวนและทดสอบความต่อเนื่องของวงจร
ก่อนจ่ายไฟกลับเข้าสู่ระบบ ควรตรวจวัดค่าฉนวนและความต่อเนื่องของวงจรตามคู่มือผู้ผลิตและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินว่าระบบไฟฟ้ามีความพร้อมสำหรับการทดสอบหรือไม่
7. จ่ายไฟกลับทีละส่วน
เมื่อระบบผ่านการตรวจสอบแล้ว จึงค่อยจ่ายไฟกลับทีละส่วน เช่น ระบบไฟส่องสว่าง วงจรความปลอดภัย ชุดควบคุม ไดรฟ์ มอเตอร์ และแบตเตอรี่สำรอง เพื่อช่วยจำกัดความเสียหายหากพบความผิดปกติในขั้นตอนทดสอบ
8. ทดสอบวิ่ง
ช่างควรทดสอบการวิ่งของลิฟต์ ตรวจสอบการจอดแต่ละชั้น การเปิด-ปิดประตู การทำงานของระบบความปลอดภัย รวมถึงอุปกรณ์ฉุกเฉิน เช่น ไฟสำรองและสัญญาณเตือน
ดังนั้น หากลิฟต์โดนน้ำท่วม แม้น้ำจะลดลงแล้วและตัวลิฟต์ดูเหมือนยังอยู่ในสภาพปกติ ก็ไม่ควรรีบเปิดใช้งาน แต่ควรให้ช่างตรวจสอบก่อนทุกครั้ง
ป้องกันความเสียหายของลิฟต์จากน้ำท่วมได้อย่างไร?
น้ำท่วมป้องกันไม่ได้ทั้งหมด แต่ความเสียหายของลิฟต์ลดลงได้มาก ถ้าเตรียมมาตรการที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้า
1. ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในหลุมลิฟต์ และทดสอบสม่ำเสมอ
เครื่องสูบน้ำช่วยระบายน้ำที่ซึมหรือไหลเข้าหลุมลิฟต์ก่อนน้ำสะสมสูงขึ้น ควรตรวจว่าทำงานได้จริง ทดสอบล่าสุดเมื่อไร และมีไฟสำรองให้เครื่องสูบน้ำหรือไม่ เพราะหากไฟดับตอนน้ำท่วม เครื่องสูบน้ำที่ไม่มีไฟสำรองจะหยุดทำงานทันที
2. ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับน้ำ
เซนเซอร์ช่วยแจ้งเตือนตั้งแต่น้ำเริ่มเข้าหลุมลิฟต์ และสามารถตั้งให้หยุดลิฟต์อัตโนมัติ ไม่ให้ตู้ลิฟต์เคลื่อนลงไปในหลุมที่มีน้ำ ต่างประเทศบางเมือง เช่น ฮิวสตัน สหรัฐอเมริกา กำหนดให้ลิฟต์ในเขตน้ำท่วมติดตั้งระบบนี้ แม้ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้ใช้ในไทย แต่ก็เป็นแนวทางที่ควรพิจารณา
3. ตรวจและอุดรอยรั่วของหลุมลิฟต์
ผนังและพื้นคอนกรีตของหลุมลิฟต์อาจแตกร้าวตามอายุการใช้งาน ช่างสามารถตรวจสอบและเคลือบกันซึมเพื่อลดโอกาสที่น้ำใต้ดินหรือน้ำฝนจะซึมเข้ามา
4. ตรวจระบบระบายน้ำโดยรอบ
ตรวจให้แน่ใจว่ารางน้ำ ท่อระบายน้ำ และระดับพื้นรอบอาคารพาน้ำออกห่างจากช่องลิฟต์ ไม่ใช่ไหลเข้าหา
5. เลือกอุปกรณ์ที่ทนความชื้นมากขึ้น
อุปกรณ์ก้นหลุมลิฟต์ เช่น สวิตช์นิรภัยและปลั๊ก มีราคาไม่สูง แต่ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ควรพิจารณาอุปกรณ์ที่มีระดับกันน้ำ IP67 ขึ้นไป และใช้อุปกรณ์ที่มีระดับ IPX6 ขึ้นไปสำหรับหน้าสัมผัสประตูชั้น ควรปรึกษาช่างหรือผู้ผลิตเพื่อเลือกให้เหมาะกับรุ่นลิฟต์
6. ทำสัญญาซ่อมบำรุงลิฟต์อย่างสม่ำเสมอ
ให้ตรวจเครื่องสูบน้ำ สภาพหลุมลิฟต์ และระบบไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของรอบซ่อมบำรุงประจำ เพื่อพบปัญหาเล็ก ๆ ก่อนกลายเป็นความเสียหายใหญ่ เมื่อน้ำท่วมมา จะมีช่างที่รู้จักลิฟต์ของอาคารอยู่แล้ว และเข้าประเมินได้รวดเร็ว
7. เลือกลิฟต์ระบบสลิง/สายพานที่วางมอเตอร์ และตู้คอนโทรลไว้ด้านบนปล่องลิฟต์
ข้อได้เปรียบของลิฟต์ระบบสลิง/สายพานจาก Muller คือ ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อนและตู้คอนโทรลหลักจะถูกติดตั้งไว้ที่ตำแหน่ง “บนสุดของปล่องลิฟต์” ทำให้ในกรณีที่เกิดเหตุภัยพิบัติน้ำท่วมขังบริเวณชั้นล่างหรือบ่อลิฟต์ (Pit) อุปกรณ์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดของลิฟต์จะปลอดภัยจากน้ำท่วม 100% ช่วยลดมูลค่าความเสียหายและค่าซ่อมแซมลงได้อย่างมาก
เมื่อลิฟต์โดนน้ำท่วม ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบ และซ่อมบำรุงลิฟต์ ก่อนใช้งาน
เมื่อ ลิฟต์โดนน้ำท่วม สิ่งสำคัญไม่ใช่การรีบทำให้ลิฟต์กลับมาใช้งาน แต่คือการตรวจสอบให้มั่นใจก่อนว่าระบบทั้งหมดปลอดภัย
หลักง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ทันที คือ หยุดใช้ ตัดไฟอย่างปลอดภัย แจ้งช่าง และให้ตรวจสอบครบทุกจุดก่อนกลับมาใช้งาน
หากยังไม่แน่ใจว่าลิฟต์เสียหายแค่ไหน หรือควรเริ่มเช็กจากตรงไหน สามารถปรึกษา Muller Elevator ได้ทุกช่องทาง เราพร้อมช่วยประเมินหน้างาน แนะนำแนวทางซ่อมบำรุง และวางแผนดูแลลิฟต์ให้พร้อมรับมือน้ำท่วมในระยะยาว
“ลิฟต์ปลอดภัย พร้อมรับมือน้ำท่วม ด้วยการดูแลจาก MULLER Elevator”
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
A: ไม่ควรใช้ต่อทันที ต้องให้ช่างตรวจอุปกรณ์ไฟฟ้า ค่าฉนวน ระบบเบรกและประตู แล้วทดสอบวิ่งก่อน เพราะความเสียหายจากน้ำมักไม่เห็นจากภายนอก
A:หยุดใช้ลิฟต์และตัดไฟอย่างปลอดภัย โดยไม่ลุยน้ำไปทำเองหากพื้นเปียก และควรแจ้งช่างผู้เชี่ยวชาญมาประเมินหน้างาน
A: ติดตั้งและทดสอบเครื่องสูบน้ำในหลุมลิฟต์ ติดเซนเซอร์ตรวจจับน้ำ อุดรอยรั่วของหลุม จัดระบบระบายน้ำรอบอาคาร และใช้อุปกรณ์ก้นหลุมที่ทนความชื้น
สนใจลิฟท์มาตรฐานระดับสากล ติดต่อ Muller ได้ที่:
Tel: 02-078-6157
Line: @mullerthailand
Facebook: Muller Elevator Thailand


